ภาษาไทย

โครงการเมตตา 2020 (เมตตา)
(Meditation Education Training Treatment Academy)

metta01

        ในปัจจุบันพุทธศาสนาในอินเดีย ให้ความสำคัญกับการจัดการการศึกษาที่มากขึ้นของเยาวชน โดยอาศัยองค์ประกอบทางสังคมในหลายๆ ด้าน  และสังคมก็ได้รับการยกระดับขึ้นในทุกวัน  ควบคู่ไปกับความก้าวหน้าทางสังคม  และอาศัยอำนาจทางการเมือง  ในรัฐอุตรประเทศ  Mayawatiหัวหน้าคณะบริหารได้รับการเลือกตั้งมา 4 ครั้ง   คนที่นับถือศาสนาพุทธในอินเดียส่วนใหญ่ศึกษเรียนรู้ศาสนาพุทธจากการฟังและ อ่าน     อย่างไรก็ตามจำนวนของพระสงฆ์ในอินเดียมีจำนวนที่น้อยเกินไปและยังขาดการฝึก ปฏิบัติที่เหมาะสม  ถึงแม้จะสามารถเทศนาและสอนได้แต่วัตรปฏิบัติก็ยังคงแตกต่างจากพระสงฆ์ใน เมืองไทย  หรือศรีลังกา  เนื่องจากขาดความสำรวม และไม่ได้รับการชี้แนะจากพระสงฆ์ผู้ใหญ่ ไม่มีหน่วยงานที่เป็นศูนย์กลางในการฝึกฝนพระสงฆ์ในอินเดีย    การสอนวิปัสสนา โดย อาจารย์โคแองกา (S. N. Goeka) เป็นแหล่งการเรียนรู้หลักในการฟื้นฟูการสอนศาสนาพุทธในอินเดีย  แม้ว่าจะมียุทธศาสตร์ที่ดีที่จะให้ทุกคนได้เข้าร่วมการฝึกวิปัสสนา โดยไม่แบ่งแยกลัทธิ   แต่ก็ไม่สามารถบวชพระสงฆ์ในพุทธศาสนาได้เนื่องจากว่าเป็นศูนย์กลางการฝึก วิปัสสนาทั่วไป  และ อาจารย์ โคแองกา เป็นฆราวาส

DSCN5020ชุมชนชาวพุทธในอินเดีย พยายามค้นหาพระที่มีการฝึกปฏิบัติมาอย่างดีที่จะสามารถหาความรู้ทางศาสนาได้ เพิ่มเติม  และยึดถือศาสนาเป็นหลักปฏิบัติในการดำเนินชีวิต  เมื่อพระอภยบุตระภิกขุ (พระอนันต์)ได้ริเริ่มการฝึกฝนปฏิบัติภายใต้โครงการเมตตา(Meditation Training Treatment Academy)ในเมืองออรัง-คาบัด(Aurangabad) ซึ่งเป็นศูนย์ฝึกปฏิบัติของชาวพุทธที่ได้รับการสนับสนุนอย่างมากและประสบ – ความสำเร็จจากกิจกรรมการฝึกฝน  มีเยาวชนอายุ 7-17 ปี กว่า 500 คนในศูนย์ปฏิบัติธรรม พระอนันต์ได้สอนกลุ่มผู้ใหญ่อีกหลายสถานที่ในเมือง ออรังคาบัค  (Aurangabad )ในรัฐมหารัชตะ (Maharashtra)   ท่านมีลูกศิษย์อายุระหว่าง 18-35 ปี   จากนั้น  เมื่อสามารถบวชเณรได้หลายรูปมากขึ้นจน  การนำสามเณรออกบิณฑบาต  ก็ได้รับการตอบรับที่ดีจากสังคมของคนอินเดียในเมืองนั้น  ในการอุปถัมภ์ ใส่บาตร   สร้างศรัทธา  ให้กับผู้คนในสังคม  ทำให้พระอนันต์  เกิดแรงบันดาลใจที่ดำเนินงานตามโครงการที่คาดหวังไว้  ให้มากขึ้น

ศูนย์ฝึกฝนทางพุทธศาสนา ได้ดำเนินการจน กระทั่งประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง  ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า สังคมในรัฐนี้ ให้การสนับสนุนและให้ความเคารพต่อหลักคำสอนในพุทธศาสนา  ผู้คนจึงมีความสุขและตื่นเต้นที่ได้เห็นผ้าเหลืองและร่วมกันทำบุญจึงเป็นที่ มาของโครงการที่จะเผยแพร่ศาสนาพุทธในประเทศอินเดียให้กว้างขวางมากขึ้น  เป็นที่พิสูจน์ว่าการฝึกฝนปฏิบัติของพระสงฆ์จะเป็นไปได้ดีหากอยู่ในสังคมที่ ผู้คนเรียนรู้ และปฏิบัติตนตามแนวทางของพุทธศาสนา  ทั้งการฝึกฝนและการสนับสนุนพระสงฆ์   และคาดการณ์ได้ว่าจะได้พระสงฆ์ที่ปฏิบัติดีเป็นจำนวนมาก  เมื่อพระอนันต์  มีโครงการจะบวชพระสงฆ์ให้ได้ 2000 รูปใน 15 ปี   โดยเริ่มโครงการตั้งแต่ปี 2005   และสิ้นสุดโครงการ ในปี 2020    คุณสมบัติต้องเป็นเด็กที่เกิดในอินเดีย และถือสัญชาติอินเดีย     ในช่วงอายุ 9-12 ปี (ยกเว้นกรณีพิเศษ)จะต้องมีความมุ่งมั่นในการฝึกปฏิบัติในไทยกว่า 10 ปี  ทั้งทางทฤษฎี( ศึกษาภาษาบาลีและพระไตรปิฏก)และการฝึกสมาธิ (โดยใช้หลักแนววิปัสสนาในแบบ “มหาสติปัฏฐานสูตร”)

 

ทำไมถึงต้องเป็นประเทศไทย

mapมีหลายเหตุผลที่เลือกประเทศไทยเป็นสถานที่ในการปฏิบัติโครงการ

  1. วัฒนธรรมพุทธศาสนาในประเทศไทยเป็นที่น่าเลื่อมใสและน่าประทับใจกว่า ประเทศอื่นๆ ที่นับถือพุทธศาสนาแบบเถรวาท  อาทิ พม่า ศรีลังกา และอื่นๆ
  2. คนไทยเป็นที่รู้จักอย่างดี ในเรื่องของความมีอัธยาศัยไมตรี มีภูมิประเทศ และภูมิอากาศที่เอื้ออำนวย   และรู้จักการให้อภัย  ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญของดำเนินชีวิตในแบบฉบับของพุทธศาสนิกชน
  3. ประเทศมีฐานะทางเศรษฐกิจที่มั่นคงและเข้มแข็งกว่าในหลายๆ ประเทศ
  4. มีความมั่นคงทางการเมืองและมั่นคงทางด้านโยบายทางการต่างประเทศ
  5. ประชาชนและ พระสงฆ์ ชาวไทย  ให้ความสนใจในประเทศอินเดีย  จะเห็นได้จากกรณีที่พระสงฆ์ และ คนไทย จำนวนมาก เดินทางไปศึกษาและแสวงบุญ

หัวใจของโครงการ
โครงการเมตตา2020 เป็นหลักสูตรฝึกปฏิบัติโดยมีเป้าหมายสร้างพระสงฆ์จากอินเดียกว่า 2000 รูป  ในระยะเวลา 15 ปี  โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2005  กระทั่งถึงปี 2020 (โครงการชลอลงไปในช่วงปี 2009-2012)
จึงเป็นสาเหตุทีจะต้องขยายระยะเวลาของโครงการออกไปอีก 5-10 ปี  จนถึงในปี 2030  โดยประมาณ

คุณสมบัติของเด็กที่จะสมัครเข้าร่วมบวชเป็นสามเณรในโครงการ
สามเณรจากอินเดียเข้าร่วมโครงการ เมตตา 2020  ที่ยังไม่ย่างเข้าสู่วัยรุ่น ได้รับการยินยอมจากผู้ปกครองที่มีความเข้าใจในโครงการแล้ว

เงื่อนไขการเข้าร่วม

  1. อายุประมาณ 10 ปี ( อายุ 9-12ปี) เป็นอายุมาตรฐานของผู้ที่เข้าร่วม  หรืออาจขึ้นอยู่กับเงื่อนไขอื่น
  2. ได้รับการยินยอมจากผู้ปกครองเป็นปัจจัยหลักของผู้ที่เข้าร่วม  ต้องเข้าใจเงื่อนไขและวัตถุประสงค์ ของโครงการ เมตตาต้องเป็นพุทธศาสนิกชน  และอุทิศตนให้กับศาสนา
  3. ระดับการศึกษาต้องอยู่ในระดับมาตรฐานที่โครงการเมตตายอมรับได้
  4. มาจากครอบครัวที่ดี ไม่เป็นคนหยาบคาย หรือดื้อรั้น  ในขณะที่เข้ารับการฝึก มีความเคารพต่อผู้ปกครองและผู้ใหญ่
  5. มีร่างกายและจิตใจที่สมบูรณ์แข็งแรง  ที่มีปัญหาทางร่างกายและสภาพจิตจะไม่รับพันธะสัญญาของผู้เข้าร่วมโครงการเมตตา
  6. ผู้ปกครองและเด็ก จะต้องยอมรับ และ ลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญา ที่จะอนุญาตให้เด็ก ๆ เข้าร่วมโครงการ  และ เข้าใจ รูปแบบของโครงการเรียนรู้ที่ต้องเดินทาง ทั้งในประเทศอินเดีย  และต่างประเทศ ฉะนั้น  เมื่อมีการร้องขอ เพื่อ การกลับไปเยี่ยมครอบครัว ที่อินเดีย และ ครอบครัวที่อินเดีย  จะเดินทางมาเยี่ยมเด็ก ๆ ที่ประเทศไทยนั้น  จะต้องได้รับความเห็นชอบ และยินยอม โดยดุลยพินิจของโครงการเมตตา เท่านั้น

หัวใจสำคัญของหลักสูตร
หลักสูตรการฝึกอบรมของสามเณรในโครงการนี้ ซึ่งจะได้เรียนรู้ทฤษฎีการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า(ธรรมะ)  และได้เพิ่มเติมในส่วนของการศึกษาทั่วไป  ซึ่งจะเป็นการเพิ่มโอกาสการเรียนรู้และการพัฒนาส่วนบุคคล  ที่มีความเป็นในอนาคต

  1. การศึกษาภาษาบาลี   สามเณรจะต้องเรียนรู้และสำเร็จประโยคเปรียญ  ตั้งแต่เริ่มต้น จนถึง ประโยคเปรียญ 9 ซึ่งถ้าสามเณรรูปใดได้ผ่านประโยคเปรียญ  2 หรือ 3  หรือได้ฝึกการฝึกวิปัสสนากรรมฐานก็เป็นที่ยอมรับได้ สำหรับโครงการเมตตา  จะเชิญผู้ที่มีเชี่ยวชาญภาษาบาลี รอบโลก  มาสอนการพูด ที่ศูนย์เมตตา
  2. การฝึกนั่งสมาธิในขณะที่เรียนภาษาบาลี  การเริ่มต้นของสามเณรจะต้องมีการฝึกสมาธิอย่างต่อเนื่อง ถ้าหากสามเณรรูปศึกษาภาษาบาลีเพียงพอแล้ว   ก็จะส่งไปฝึกการปฏิบัติวิปัสนาขั้นสูง
  3. การศึกษาทั่วไป ตลอดหลักสูตรของการศึกษาในโครงการ  จะเริ่มด้วยการจัดการศึกษาทั่วไป เพื่อให้เข้าใจทั้งทางโลกและทางธรรม  อย่างน้อยที่สุด  ระดับการศึกษาจะต้องศึกษาตามที่กำหนด  ก่อนที่จะกลับประเทศอินเดีย  ถ้าสามเณรรูปใดต้องการที่ศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา  ก็สามารถที่จะศึกษาต่อได้ร่วมกับการฝึกสมาธิ
  4. ภาษา  ศูนย์เมตตา  จะสอนภาษาให้สามเณรอย่างน้องที่สุด  6  ภาษา มีภาษาพื้นฐานดังต่อไปนี้

4.1  ภาษาท้องถิ่นของบ้านตนเอง
4.2  ภาษาไทย
4.3  ภาษาบาลี
ภาษารองพื้นฐาน
4.4  ภาษาฮินดี
4.5  ภาษาอังกฤษ
4.6 ภาษาที่สามเณรสนใจอื่นๆ  นอกเหนือจากที่ระบุ  อีก หนึ่งภาษา  เช่น สนใจประเทศญี่ปุ่น ก็
เลือกเรียนภาษาญี่ปุ่น

DSCF0122หัวใจสำคัญของโครงการ เมตตา
พุทธศาสนาในประเทศไทยมีนิกายธรรมยุทธ์ และมหานิกาย ซึ่งโครงการเมตตามีความประสงค์ที่จะดึงข้อดีของทั้งสอง

  1. นิกายมาไว้รวมเป็นหนึ่งเดียว ด้วยเหตุผลดังกล่าว การรับรู้และยอมรับของชาวอินเดียที่มีต่อผู้ที่ศึกษาและสนใจในโครงการเมตตา ได้รับการสืบทอดต่อเนื่องกันมา  แต่สำหรับประชาชนชาวไทยนั้น จะให้การยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไขคงเป็นไปได้ยาก
  2. ต้นกำเนิดของพุทธศาสนานั้น กำเนิดขึ้นในประเทศอินเดีย   และประชาชนชาวอินเดียจะให้ความเชื่อถือและเคารพในผู้ที่ศึกษาและปฏิบัติ เมตตาอย่างเคร่งครัด ทั้งทางด้านวิถีปฏิบัติและประเพณีปฏิบัติต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาเท่านั้น
  3. จีวรของพระสงฆ์ในเมตตาจะใช้สีเหลืองทองเหมือนกับพระสงฆ์ไทยโดยทั่วไป ส่วนจีวรที่มีสีเข้มนั้นจะใช้สำหรับพระสงฆ์ที่ธุดงในป่า พระสงฆ์และสามเณรของเมตตาจะโกนผมสองครั้งต่อเดือน แต่จะไม่โกนขนคิ้ว

การดำเนินการโครงการเมตตาอยู่จุดใดในปัจจุบันนี้
ตามกำหนดการ โครงการเมตตาเริ่มต้นอย่างเป็นรูปธรรมในปี 2005  ด้วยจำนวนสามเณร 4  รูปที่ผ่านการบวชเรียนและจำนวนของสามเณรเพิ่มขึ้นถึง  90  รูป ในปี 2009  ค่าใช้จ่ายต่างๆของโครงการเมตตา เช่น  ค่าใช้จ่ายทางด้านการเดินทาง กิจกรรมต่างๆ การเตรียมตัวก่อนบวชที่อินเดียนั้น ดำเนินการโดยงบประมาณของโครงการเมตตาเอง แต่ด้วยอุปสรรคที่คาดไม่ถึงต่างๆ ทำให้โคงการเมตตาต้องหยุดนิ่งไปสองถึงสามปี

เพื่อให้โครงการเมตตาดำเนินต่อไปได้อย่างมีความคืบหน้าและมั่นคงนั้น  อุปสรรคสำคัญคือการ ไม่มีสถานที่ดำเนินกิจกรรมอย่างเป็นเอกเทศ   เพื่อเป็นการแก้ปัญหาดังกล่าว กลยุทธ์ในการจัดหาสถานที่ตั้งที่ดำเนินการอย่างถาวรจำเป็นต้องดำเนินการ อย่างเร่งด่วนเพื่อรองรับโครงการเมตตา ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมาคม โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมแห่งประเทศไทย และจะต้องมีคณะกรรมการ สักขีพยาน ในขั้นตอนของการดำเนินการและการตรวจสอบความก้าวหน้าของโครงการ การจัดหาสถานที่ดำเนินการ โครงการเมตตานั้น มีความจำเป็นที่จะต้องอยู่ในอาณาบริเวณของเมืองเอกด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้
1.    ใกล้สนามบิน
2.    ในอนาคตเมื่อมีโครงการที่จะย้ายที่ทำการถาวรนี้ไปยังต่างจังหวัดเพื่อให้มี สถานที่ดำเนินกิจกรรมกว้างขวางมากขึ้น สถานที่ที่เมืองเอกแห่งนี้ จะปรับเปลี่ยนเป็นศูนย์กลางการสนับสนุนหลัก
3.    พระสงฆ์  และสามเณร ในโครงการเมตตาซึ่งเป็นชาวต่าง ชาติ  มีความจำเป็นที่จะต้องอยู่ไม่ห่างจากศูนย์กลางของเมือง  เนื่องจากการดำเนินการด้านเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานราชการ ของไทยในการอาศัยอยู่ในประเทศ

การสนับสนุนโครงการเมตตา
เป็นโอกาสและการท้าทายที่ยิ่งใหญ่ ที่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีคุณธรรม  กำลังกาย และ กำลังทรัพย์  เพื่อให้โครงการเมตตานั้นดำเนินไปด้วยความราบรื่น

  1. ต้องการการสนับสนุนพระสงฆ์และเณรเป็นรายบุคคล  เพื่อให้เป็นโยมอุปฐาก จนสำเร็จการศึกษา  ในรูปแบบของครอบครัวอุปถัมภ์  ได้รับความรัก ความอบอุ่น  ความเอาใจใส่  การดูแล เหมือนเป็นครอบครัวที่สอง
  2. ต้องการการสนับสนุนในรูปแบบของ การบริจาค  เพื่อที่จะสร้างสาธารณูปโภค  เช่น กุฎิ  ศาลา  สถานที่และปฏิบัติธรรม
  3. ต้องการอาสาสมัครที่สามารถอุทิศเวลาในการให้การดูแล และสอนภาษาไทย แด่สามเณรในโครงการเมตตา

การแลกเปลี่ยนบุคคลากร
ส่วนหนึ่งของโครงการนั้น  เป็นการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและศาสนาพุทธ  ระหว่างประชาชนชาวไทยและประชาชนชาวอินเดีย  เพื่อให้ข้อดีของพุทธศาสนาในอินเดีย  สามารถเรียนรู้และเป็นประโยชน์ ต่อสังคมไทย  ในทางกลับกันข้อดีของพุทธศาสนาในประเทศไทย  สามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้เป็นประโยชน์ต่อสังคมของประเทศอินเดียได้  จุดประสงค์เพื่อต้องการให้เกิดการเดินทางแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนประเทศ ทั้งสอง   เพื่อยืนยันความสัมพันธ์ที่ดี  ระหว่างพุทธศาสนิกทั้งสองประเทศ

Leave a Reply